Monthly Archives: มิถุนายน 2017

พระใหญ่ภูคกงิ้ว

พระใหญ่ภูคกงิ้ว
พระใหญ่ภูคกงิ้ว เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พระพุทธนวมินทรมงคลลีลาทวินคราภิรักษ์ ตั้งอยู่ที่ภูคกงิ้ว บ้านท่าดีหมี ตำบลปากตม ประดิษฐานอยู่บนเนินเขาบริเวณปากลำน้ำเหืองจรดกับแม่น้ำโขง เป็นพระพุทธรูปปางลีลาประทาน พร หล่อด้วยไฟเบอร์ผสมเรซิ่นสีทองทั้งองค์ สูง 19 เมตร ตัวฐานกว้าง 7.2 เมตร สร้างขึ้นโดยกองทัพภาคที่ 2 และประชาชน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า พระบรม ราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบ 6 รอบ และในมหา มงคลแห่งราชพิธีราชาภิเษก ครบ 50 ปี

พระใหญ่ภูคกงิ้ว ตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นผืนดินแห่งแรกของอีสานที่แม่น้ำโขงไหลผ่าน โดยมี “แม่น้ำเหือง” แม่น้ำอีก สายที่เป็นพรมแดนธรรมชาติกั้นระหว่าง สปป.ลาว กับไทย ซึ่งตรงบริเวณที่แม่น้ำเหืองไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขง นั้นจะเห็นเป็นแม่น้ำสอง สี ที่มีสีเข้ม-อ่อนต่างกันอย่างชัดเจน สามารถมองเห็นทัศนียภาพของแม่น้ำโขงในมุมสูง เป็นจุดที่มีความสวยงามไม่แพ้ที่ไหนๆ ถ้าหากมีโอกาสไปเที่ยวที่อำเภอเชียงคานแล้วอย่าลืมแวะ มาสักการะพระใหญ่ภูคกงิ้วเพื่อความเป็นสิริมงคล

การเดินทางไปพระใหญ่ภูคกงิ้ว
จากตลาดเชียงคานผ่านสามแยกเชียงคานแล้วตรงเข้าทางหลวงหมายเลข 2195 ไปทาง อ.ท่าลี่ประมาณ 20 กม. ถึงบ้านท่าดีหมี แล้วให้เลี้ยวขวาบริเวณ ร.ร.บ้านท่าดีหมี เข้าไปประมาณ 2 กม. ถึงองค์พระพุทธรูป ระหว่างทางไป ยังพระใหญ่ภูคกงิ้ว ถนนไม่ค่อยดีนัก และไม่มีที่จอดรถ ต้องจอดรถบริเวณไหล่ทาง ไม่มีรถโดยสารวิ่งผ่าน หากต้องการมาที่นี่ต้องเช่าเหมารถจากตัวเมืองเชียงคาน
บทความและเรื่องราวท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง
รวม 30 ที่พักเชียงคาน
นางพญาเสือโคร่งภูลมโล 59
ภูลมโล ดอยสีชมพู
เที่ยวนาแห้ว มาแล้วไม่มีแห้ว
สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดเลย
ภูหลวง
วัดพระธาตุศรีสองรัก
วัดเนรมิตวิปัสสนา
ภูลมโล
สวนหินผางาม
ภูป่าเปาะ ฟูจิเมืองเลย
อ่างเก็บน้ำห้วยกระทิง
เชียงคาน
แก่งคุดคู้
ภูทอก เลย
พระใหญ่ภูคกงิ้ว
อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย
เทศกาลผีตาโขน

ข้อมูลทั่วไปจังหวัดเลย

ข้อมูลทั่วไปจังหวัดเลย
จังหวัดเลย เมืองท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่โอบล้อมด้วยภูเขาสลับซับซ้อนท่ามกลางสายหมอกปก คลุมเหนือ ยอดภู อุดมไปด้วยพืชพรรณป่าไม้นานาชนิดที่รู้จักกันดีคือ ภูกระดึง ภูหลวงและภูเรือ อากาศอันเย็นสบาย ภูมิประเทศที่งดงาม ประเพณีวัฒนธรรมอันแตกต่างไปจากถิ่นอื่นซึ่งได้แก่การละเล่นผีตาโขน ที่รอคอยนักเดินทาง มาสัมผัสเมืองแห่งขุนเขาดินแดนมหัศจรรย์แห่งนี้ เลยอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 520 กิโลเมตร มีพื้นที่ 11,424 ตารางกิโลเมตร เป็นจังหวัด ชายแดนที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ริมฝั่งแม่น้ำโขงในแนว เทือกเขาเพชรบูรณ์ ในอดีตนั้นเป็นเพียง ชุมชนเล็ก ๆ ของอาณาจักรที่มีความรุ่งเรืองควบคู่กับกรุงศรีอยุธยาของ ไทย ภายหลังอาณาจักรล้านช้างเริ่มอ่อนแอลง จึงมาขึ้นอยู่กับกรุงศรีอยุธยา ต่อมาชุมชนนี้ได้รับการยกฐานะเป็น เมืองเลยในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จังหวัดเลยแบ่งการปกครองออกเป็น 14 อำเภอ คือ อำเภอเมืองเลย วังสะพุง ปากชม เชียงคาน ท่าลี่ ภูเรือ ด่านซ้าย ภูกระดึง นาแห้ว นาด้วง ภูหลวง ผาขาว เอราวัณ และหนองหิน
อาณาเขตและการปกครอง
เลยอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 520 กิโลเมตร มีพื้นที่ 11,424 ตารางกิโลเมตร เป็นจังหวัดชายแดน ในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนบน ริมฝั่งแม่น้ำโขง ในอดีตนั้น เป็นเพียงชุมชนเล็กๆ ของอาณาจักร ที่มีความรุ่งเรือง ควบคู่กับกรุงศรีอยุธยา ของไทย ภายหลังอาณาจักรล้านช้าง เริ่มอ่อนแอลง จึงมาขึ้นอยู่กับ กรุงศรีอยุธยา ต่อมา ชุมชนนี้ ได้รับการยกฐานะ เป็นเมืองเลย ในสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จังหวัดเลย แบ่งการ ปกครอง ออกเป็น 14 อำเภอ คือ อำเภอเมืองเลย วังสะพุง ปากชม เชียงคาน ท่าลี่ ภูเรือ ด่านซ้าย ภูกระดึง นาแห้ว นาด้วง ภูหลวง ผาขาว อำเภอเอราวัณ และ อำเภอหนองหิน
ทิศเหนือ ติดกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ทิศใต้ ติดกับจังหวัดขอนแก่น
ทิศตะวันออก ติดกับจังหวัดหนองคาย และจังหวัดหนองบัวลำภู
ทิศตะวันตก ติดกับจังหวัดพิษณุโลก
หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ
ประชาสัมพันธ์จังหวัดเลย โทร. 0 4281 1746, 0 4283 3209
เทศบาลเมืองเลย โทร. 0 4281 1140
ที่ว่าการอำเภอเมืองเลย โทร. 0 4281 1213
ที่ว่าการอำเภอเชียงคาน โทร. 0 4282 1597
โรงพยาบาลเลย โทร. 0 4281 1541
สภอ.เมืองเลย โทร. 0 4281 1254
บทความและเรื่องราวท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง
รวม 30 ที่พักเชียงคาน
นางพญาเสือโคร่งภูลมโล 59
ภูลมโล ดอยสีชมพู
เที่ยวนาแห้ว มาแล้วไม่มีแห้ว
สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดเลย
ภูหลวง
วัดพระธาตุศรีสองรัก
วัดเนรมิตวิปัสสนา
ภูลมโล
สวนหินผางาม
ภูป่าเปาะ ฟูจิเมืองเลย
อ่างเก็บน้ำห้วยกระทิง
เชียงคาน
แก่งคุดคู้
ภูทอก เลย
พระใหญ่ภูคกงิ้ว
อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย
เทศกาลผีตาโขน

เจดีย์มหามงคลบัว

เจดีย์มหามงคลบัว
เจดีย์มหามงคลบัว ตั้งอยู่ใน ต.หนองแวง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด สร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ของพระธรรมวิสุทธิมงคล หลวงตามหาบัวญาณ สัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด สำหรับเผยแพร่ธรรมะและปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสศรัทธาในหลวงตามหาบัว นับเป็นแลนด์มาร์คอีกหนึ่งแห่งของเมืองร้อยเอ็ดที่ใครมาจะต้องแวะมาสักการะบูชา จุดเด่นที่น่าสนใจ ของเจดีย์มหามงคลบัว คือ เจดีย์สีทองโดดเด่นกลางสวนสวยซึ่งมีการออกแบบได้เป็นอย่างดี มีสระน้ำไว้ด้านหน้าและด้านข้างเจดีย์ ทำให้เกิดภาพสะท้อนของ เจดีย์บนผิวน้ำ เจดีย์มีความสูงพอดี และมีความเด่น เพราะอยู่บริเวณกลางทุ่งนา ทำให้สามารถมองเห็นมาจากที่ไกลๆได้ พื้นที่ของเจดีย์ กว้างใหญ่มาก ทำให้ไม่เกิดความแออัด ร่มรื่นสมกับเป็น สถานที่แห่งพลังศรัทธาของชาวพุทธเป็นอย่างดี เจดีย์มหามงคลบัว เป็นเจดีย์ เดียวที่ได้รับอนุญาตจากท่านหลวงตาในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้มาดูการถมที่ วางศิลาฤกษ์ และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุด้วย ตัวท่านเอง เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแด่พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือ หลวงตามหาบัวญาณสัมปันโน ซึ่งขณะนั้นหลวงตา ได้จำวัดอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด และเป็นศูนย์รวมของพุทธศาสนิกชนผู้เลื่อมใสศรัทธาในหลวงตามหาบัว ทั้งยังเป็นที่เผยแพร่ธรรมะและ ใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรมของชาวพุทธ

เจดีย์แบ่งเป็น 4 ชั้น

ชั้นล่างสุด มีห้องอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านไทยอีสาน ซึ่งรวบรวมเพลงพื้นบ้านไทยอีสานไว้ (เป็นดำริของหลวงตามหาบัวเอง) เก็บไว้ใน server สามารถของฟังได้ทุกเพลง

ชั้นสอง เป็นห้องสมุด ซึ่งรวบรวมหนังสือธรรมะที่แต่งโดยหลวงตามหาบัวทั้งหมดไว้ มีทั้งสำหรับแจกและสำหรับอ่านในห้องสมุด นอกจากนี้ยังมีห้องฟังธรรมะของหลวงตา ซึ่งรวบรวมเทศน์ของหลวงตาตั้งแต่ปี 2510 กว่าๆ จนถึงปัจจุบัน เก็บใน server สามารถรับฟังได้ทุกกัณฑ์

ชั้นสาม เป็นรูปเหมือนหลวงตาและเป็นที่นั่งภาวนาสำหรับผู้ต้องการความสงบ

ชั้นสี่ชั้นบนสุด เป็นที่ประดิษฐานพระประธาน รูปเหมือนหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตามหาบัว และหลวงปู่หล้า โดยมีพระอัฐิธาตุของ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ให้กราบไหว้ด้วย
การเดินทางไปเจดีย์มหามงคลบัว
หากเดินทางโดยรถยนต์จากตัวเมืองร้อยเอ็ด ให้ใช้เส้นทางที่จะไปยังจังหวัดกาฬสินธุ์ขับรถตรง ไปจนถึงสี่แยกบ้านบัวให้เลี้ยวซ้าย ขับต่อไปอีกประมาณ 800 เมตร องค์เจดีย์จะอยู่ทางซ้ายมือ หากเดินทางมาจากต่างจังหวัด ให้วิ่งตามเส้นทางเลี่ยงเมืองหมายเลข 214 ไปจนถึงบริเวณสี่แยกบ้านบัว ทางออกกาฬสินธุ์ จะเห็นยอดขององค์เจดีย์อย่างชัดเจน

บึงพลาญชัย

บึงพลาญชัย
บึงพลาญชัย ตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองร้อยเอ็ด ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด บึงพลาญชัย มีลักษณะเป็นเกาะอยู่กลางบึงน้ำ ขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 200,000 ตารางเมตร บึงพลาญชัยเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ตกแต่งประดับประดาเป็นสวนไม้ดอก ขนาดใหญ่ รวมทั้งมีการประดับตกแต่งด้วยพันธุ์ไม้ต่างๆ จึงเกิดความร่มรื่นสบายตา และในบึงน้ำมีปลาชนิดต่างๆ หลากหลายพันธุ์ อีกทั้งยังมีเรือจักรยานน้ำและเรือพายไว้บริการประชาชนให้พายเล่นในบึงแห่งนี้นอกจากนี้ บึงพลาญชัย ยังใช้เป็นสถานที่จัดงาน เทศกาลของจังหวัด รวมไปถึงการจัดมหรสพต่างๆ ภายในจังหวัดอีกด้วย อาจกล่าวได้ว่า บึงพลาญชัย เป็นสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ ของจังหวัดร้อยเอ็ด

ภายในบึงพลาญชัยยังมีสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจคือ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เป็นสิ่งสักดิสิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ชาวร้อยเอ็ดเคารพนับถือและเชื่อว่า เจ้าพ่อ จะช่วยดลบันดาลให้ชาวเมืองร้อยเอ็ด มีความสุขความเจริญ คิดสิ่งใดให้สมปรารถนา จึงเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ชาวเมือง ร้อยเอ็ด และนักท่องเที่ยวต่างก็มากราบนมัสการขอพรกันเป็นประจำ พระพุทธรูปปางลีลาขนาดใหญ่กลางสวนดอกไม้ พานรัฐธรรมนูญ และนาฬิกาดอกไม้ ภูพลาญชัย มีลักษณะเป็นน้ำตกจำลองและรูปปั้นสัตว์ต่าง ๆ คล้ายสวนสัตว์ สนามเด็กเล่นและสวนสุขภาพเป็นสวน ออกกำลังกาย เพื่อให้ประชาชนได้ออกกำลังกาย อันเป็นการเสริมสร้างพลานามัยแก่ชาวร้อยเอ็ด

ข้อมูลทั่วไปจังหวัดร้อยเอ็ด

ข้อมูลทั่วไปจังหวัดร้อยเอ็ด
สิบเอ็ดประตูเมืองงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมสาเกตุ บุญผะเหวดประเพณี มหาเจดีย์ชัยมงคล งามหน้ายลบึง พลาญชัย เขตกว้างไกลทุ่งกุลา โลกลือชาข้าวหอมมะลิจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นแหล่งอารยธรรมโบราณซึ่งอยู่ตอน กลางของภาคอีสาน บริเวณลุ่มน้ำภาชี มีความเจริญรุ่งเรืองมากในยุคประวัติศาสตร์และมีความหลากหลาย ในแง่ ของศาสนาและวัฒนธรรม อันเนื่องจากดินแดนแห่งนี้เคยตกอยู่ในอิทธิพลของอาณาจักรขอมโบราณนอกจากนี้ ร้อยเอ็ดยังเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิชั้นดี มีชื่อเสียงโด่งดัง จากอดีตถึงปัจจุบัน จังหวัดร้อยเอ็ดยังคง เป็นเมืองที่ มีความน่าสนใจ ทั้งประเพณีและวัฒนธรรม อีกทั้งยังมีผลิตผลิตภัณฑ์พื้นเมืองที่มีชื่อเสียงเช่น ผ้าทอพื้นเมือง เครื่องจักสาน
ประวัติจังหวัดร้อยเอ็ด
บริเวณที่ตั้งจังหวัดร้อยเอ็ดในปัจจุบัน เดิมชื่อว่าเมืองสาเกตนคร หรืออาณาจักรกุลุนทะนคร มีเจ้าผู้ครองนคร เรียกว่าพระเจ้ากุลุนทะ เมืองสาเกตเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมากซึ่งมีเมืองขึ้นถึง 11 เมือง ได้แก่
1. เมืองเชียงเหียน (บ้านเชียงเหียน อำเภอเมืองมหาสารคาม)
2. เมืองฟ้าแดด (บ้านฟ้าแดดสูงยาง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์)
3. เมืองสีแก้ว (บ้านสีแก้ว อำเภอเมืองร้อยเอ็ด)
4. เมืองเปือย (บ้านเมืองเปือย อำเภอเมืองร้อยเอ็ด)
5. เมืองทอง (บ้านเมืองทอง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด)
6. เมืองหงษ์ (บ้านเมืองหงษ์ อำเภอจตุรพักตรพิมาน)
7. เมืองบัว (บ้านเมืองบัว อำเภอเกษตรวิสัย)
8. เมืองคอง (อยู่บริเวณอำเภอเมืองสรวง อำเภอสุวรรณภูมิ)
9. เมืองเชียงขวง (บ้านจาน อำเภอธวัชบุรี)
10. เมืองเชียงดี (บ้านโนนหัว อำเภอธวัชบุรี)
11. เมืองไพ (บ้านเมืองไพร อำเภอเสลภูมิ)

จากกหลักฐานโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งกระจายอยู่ทั่วไปในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ขุดพบแหล่งโบราณคดี บ้านเมืองบัว สันนิษฐานว่ามีอายุประมาณ 1,800-2,500 ปีมาแล้ว ต่อมาอิทธิพลของพุทธศาสนาภายใต้วัฒนธรรม ทวารวดีได้แผ่ขยายเข้ามาเมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 12-15 มีหลักฐานที่สำคัญ เช่น กลุ่มใบเสมาบริเวณ หนองศิลา เลข ในเขตอำเภอพนมไพร พระพิมพ์ดินเผาปางนาคปรกที่เมืองไพร ในเขตอำเภอเสลภูมิ คูเมืองร้อยเอ็ด เจดีย์เมืองหงษ์ในเขตอำเภอจตุรพักตรพิมาน

ในพุทธศตวรรษที่ 16 วัฒนธรรมจากอาณาจักรขอมได้แพร่เข้ามา ปรากฏหลักฐานให้เห็นอยู่มาก เช่น ปรางค์กู่กาสิงห์ ในเขตอำเภอเกษตรวิสัย ปรางค์กู่ในเขตอำเภอธวัชบุรี กู่พระโกนาในเขตอำเภอสุวรรณภูมิ และประติมากรรมที่เป็นรูปเคารพทางศาสนาที่เป็นเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่ทำจากหินทราย และโลหะเป็น จำนวนมาก

หลักฐานเกี่ยวกับเมืองร้อยเอ็ดขาดหายไปประมาณ 400 ปี จนถึงประมาณปี พ.ศ. 2231 เมืองเวียงจันทน์เกิด ความไม่สงบ พระครูโพนสะเม็ดพร้อมผู้คนประมาณ 3,000 คนได้เชิญเจ้าหน่อกษัตริย์อพยพลงมาตามแม่น้ำโขง แล้วมาตั้งมั่นอยู่ที่บริเวณเมืองจำปาศักดิ์ ผู้ปกครองเมืองจำปาศักดิ์มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระครูโพนสะเม็ด จึงได้นิมนต์ให้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและปกครองเมืองจำปาศักดิ์

ต่อมาเจ้าหน่อกษัตริย์ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์พระนามว่าเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร ได้ขยายอิทธิพล ไปในดินแดนต่าง ๆ เหนือสองฝั่งแม่น้ำโขง ได้ตั้งเมืองใหม่ขึ้นหลายแห่งและส่งบริวารไปปกครอง เช่น เมืองเชียงแตง เมืองสีทันดร เมืองรัตนบุรี เมืองคำทอง เมืองสาละวัน และเมืองอัตตะปือ เป็นต้น ในปี พ.ศ. 2450 เมืองร้อยเอ็ดได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นบริเวณร้อยเอ็ด โดยแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 5 เมือง คือ เมืองร้อยเอ็ด เมืองสุวรรณภูมิ เมืองมหาสารคาม เมืองกมลาไสย และเมืองกาฬสินธุ์

ในปี พ.ศ. 2453 สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงเห็นด้วยกับข้อเสนอ ของเทศาภิบาลข้าหลวงมณฑลอีสานว่า ควรแยกมณฑลอีสานออกเป็น 2 มณฑล คือ มณฑล อุบลราชธานี และมณฑลร้อยเอ็ด พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้เป็นไปตามที่เสนอ มณฑล ร้อยเอ็ด จึงมีเขตปกครอง 3 จังหวัด คือ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดกาฬสินธุ์

ในปี พ.ศ. 2469 อำมาตย์เอกพระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ (ทอง จันทรางศุ) ข้าหลวงจังหวัดร้อยเอ็ดเห็นว่า บึงพลาญชัย (เดิมใช้ว่าบึงพระลานชัย) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองร้อยเอ็ดตื้นเขิน ถ้าปล่อยทิ้งไว้บึงก็จะหมดสภาพไป จึงได้ชักชวนชาวบ้านจากทุกอำเภอมาขุดลอกบึงเพื่อให้มีน้ำขังอยู่ได้ตลอดปี ได้ดำเนินการขุดลอก บึงทั้งกลางวัน และกลางคืนอยู่ 2 ปี มีชาวบ้านมาร่วมขุดลอกบึงถึง 40,000 คน ต่อมาก็ได้มีการพัฒนา ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จนเป็นมรดกที่สำคัญของจังหวัดร้อยเอ็ดมาตราบเท่าทุกวันนี้

อาณาเขตการปกครอง
จังหวัดร้อยเอ็ดแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 20 อำเภอ คือ อำเภอเมืองร้อยเอ็ด อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอปทุมรัตน์ อำเภอจตุรพักตรพิมาน อำเภอธวัชบุรี อำเภอพนมไพร อำเภอโพนทอง อำเภอเสลภูมิ อำเภอสุวรรณภูมิ อำเภออาจสามารถ อำเภอหนองพอก อำเภอเมืองสรวง อำเภอโพธิ์ชัย อำเภอโพนทราย อำเภอเมยวดี อำเภอศรีสมเด็จ อำเภอจังหาร อำเภอเชียงขวัญ อำเภอหนองฮี และอำเภอทุ่งเขาหลวง

ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอกมลาไสย อำเภอกุฉินารายณ์ อำเภอร่องคำ จังหวัด กาฬสินธุ์ และอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ และอำเภอราษีไศล จังหวัด ศรีสะเกษ
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอเมือง อำเภอเลิงนกทา อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเมือง อำเภอวาปีปทุม และอำเภอพยัคฆภูมิ จังหวัด มหาสารคาม
ระยะทางจากอำเภอเมืองร้อยเอ็ดไปยังอำเภอและกิ่งอำเภอต่างๆ ในเขตจังหวัด
อำเภอเมือง-อำเภอจังหาร 10 กิโลเมตร
อำเภอเมือง-อำเภอธวัชบุรี 12 กิโลเมตร
อำเภอเมือง-อำเภอศรีสมเด็จ 25 กิโลเมตร
อำเภอเมือง-อำเภอจตุรพักตร์พิมาน 26 กิโลเมตร
อำเภอเมือง-อำเภอเมืองสรวง 26 กิโลเมตร
อำเภอเมือง-อำเภอเสลภูมิ 34 กิโลเมตร
อำเภอเมือง-อำเภออาจสามารถ 34 กิโลเมตร
อำเภอเมือง-อำเภอโพนทอง 47 กิโลเมตร
อำเภอเมือง-อำเภอเกษตรวิสัย 47 กิโลเมตร
อำเภอเมือง-อำเภอสุวรรณภูมิ 52 กิโลเมตร
อำเภอเมือง-อำเภอโพธิ์ชัย 58 กิโลเมตร
อำเภอเมือง-อำเภอพนมไพร 64 กิโลเมตร
อำเภอเมือง-อำเภอหนองพอก 73 กิโลเมตร
อำเภอเมือง-อำเภอเมยวดี 73 กิโลเมตร
อำเภอเมือง-อำเภอโพนทราย 79 กิโลเมตร
อำเภอเมือง-อำเภอปทุมรัตน์ 85 กิโลเมตร
อำเภอเมือง-กิ่งอำเภอเชียงขวัญ 18 กิโลเมตร
อำเภอเมือง-กิ่งอำเภอหนองฮี 76 กิโลเมตร

พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก

พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก
พิพิธภัณฑ์พญาคันคาก หรือ พิพิธภัณฑ์คางคก แลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่โดดเด่นแปลกตาของจังหวัดยโสธร ตั้งอยู่ริมอ่างเก็บน้ำลำทวน อำเภอเมือง บริเวณสวนสาธารณะพญาแถน เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สอดแทรกตำนานเรื่องเล่าพื้นเมืองของชาวอีสาน เกี่ยวกับตำนาน พญาคางคกและประเพณีบุญบั้งไฟอันโด่งดัง ตัวอาคารถูกออกแบบให้เป็นรูปคางคกขนาดยักษ์เป็นอาคารสูง 5 ชั้น หรือประมาณ 19 เมตร พื้นที่ประมาณ 835 ตารางเมตร และนิทรรศการภายในจะบอกเรื่องเกี่ยวกับที่มาของบั้งไฟ โดยจัดฉายเป็นภาพยนตร์ 4 มิติ และนิทรรศการเกี่ยวกับคางคกชนิดต่าง ๆ ที่พบได้ในเมืองไทยที่มีอยู่กว่า 20 ชนิด และมีการรวบรวมของดีทางด้านเกษตรกรรม ของเมืองยโสธรไว้ภายในพิพิธภัณฑ์ รวมถึงเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยของจังหวัดยโสธร

นอกจากนี้ข้างพิพิธภัณฑ์มีประติมากรรมขบวนแห่บั้งไฟอันอ่อนช้อยและงดงาม สวนสาธารณะพญาแถนที่บรรยากาศร่มรื่นลมพัด เย็นสบายเหมาะสำหรับมาเดินเล่นพักผ่อนในยามเย็น รวมถึงพิพิธภัณฑ์พญานาคขนาดใหญ่ ที่เชื่อมต่อกับ สร้างความตื่นตาตื่นใจ ให้แก่ผู้มาชม ภายในมีภาพถ่ายสามมิติสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศเพื่อนบ้านให้โพสต์ท่าถ่ายภาพอีกด้วย
ตำนานพญาคันคาก พญานาค พญาแถน
พญาคันคาก พญานาค พญาแถน คือ ตำนานความเชื่อของชาวอีสาน และอีกตำนานหนึ่งก็จะมีตำนาน “ผาแดงนางไอ่” ชาวอีสานจะ ทำบั้งไฟหมื่น บั้งไฟแสน บั้งไฟล้าน ถึงปลายเดือนห้าย่างเดือนหก ชาวบ้านก็จะแสดงออกถึงความสามัคคี ร่วมกันทำบั้งไฟจุดขึ้นไป แจ้งพญาแถนเพื่อให้บันดาลให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล เพื่อชาวโลกมนุษย์จะใช้น้ำฝนทำนาเป็นไปตามตำนานเล่าสืบทอดกันมา พญาคางคก พญานาค รวมไพร่พลยกทัพขึ้นไปรบชนะพญาแถน และได้ทำสัญญาสงบศึก หากถึงฤดูกาลทำนา โลกมนุษย์จะส่ง สัญญาน แจ้งพญาแถนด้วยการจุดบั้งไฟขึ้นท้องฟ้า และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโลกมนุษย์ก็จะใช้เสียงสนูจากว่าวแจ้งให้พญาแถนทราบ ซึ่งเป็นความเชื่อของชาวบ้าน
การเข้าเยี่ยมชมภายในอาคารพิพิธภัณฑ์พญาคันคากและอาคารพิพิธภัณฑ์พญานาค
เปิดให้เข้าชมวันพุธ-วันจันทร์ (ปิดวันอังคาร ยกเว้นตรงกับวันหยุดราชการ) วันธรรมดา ช่วงเช้า เวลา 09.00 -12.00 น. ช่วงบ่าย เวลา 15.00 – 18.00 น วันหยุดราชการ ช่วงเช้า เวลา 09.00 -12.00 น. ช่วงบ่าย เวลา 13.00 – 19.00 น.ห้ามนำอาหารและ เครื่องดื่มทุกชนิดเข้าไปภายในอาคารพิพิธภัณฑ์พญาคันคาก และอาคารพิพิธภัณฑ์พญานาค
การเดินทางไปพิพิธภัณฑ์พญาคันคาก
จากตัวเมืองยโสธรหน้าสวนธารณะเมืองแถน บนถนนแจ้งสนิท ให้ขับรถตรงไปประมาณ 400 เมตร เลี้ยวขวาตรงสี่แยกถนนห้า ธันวาคม จากนั้นให้ตรงไปผ่านเรือนจำยโสธร ประมาณ 700 เมตร จะถึงสามแยกจะถึงสามแยก จากนั้นเลี้ยวขวาตรงสามแยก และขับรถตรงไปอีก 200 เมตร ให้เลี้ยวขวาอีกครั้ง ตรงไปอีก 150 เมตร จะถึงพิพิธภัณฑ์พญาคันคาก หากใครไม่คุ้นเคยเส้นทาง อาจใช้ google maps นำทาง

วัดพระพุทธบาท ยโสธร

วัดพระพุทธบาท ยโสธร
วัดพระพุทธบาท ยโสธร ตั้งอยู่ที่ บ้านหนอกยาง ต.หัวเมือง อ.มหาชัย จ.ยโสธร โบราณสถานสำคัญที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ตั้งอยู่บนเนินทรายริมฝั่งแม่น้ำชีทัศนียภาพสวยงามสงบร่มเย็น วัดพระพุทธบาทยโสธรแห่งนี้ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท นับเป็น โบราณสถานอันล้ำค่าของจังหวัด ภายในวัด โดดเด่นด้วยพระอุโบสถสีขาวหลังคาสีน้ำเงิน มีความงดงามตามแบบศิลปะประยุกต์ ทั้งการออกแบบรั้วและระเบียงที่มีลวดลายปูนปั้นที่ดูแปลกตา ภายในประดิษฐานพระประธานที่เจียระไน จากหยกขาวขนาดหน้าตัก กว้าง 2.31เมตร สูง 3.7 เมตร ซึ่งถือเป็นพระพุทธรูปหยกขาวใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ข้อมูลทั่วไปจังหวัดยโสธร

ข้อมูลทั่วไปจังหวัดยโสธร
จังหวัดยโสธรเป็นดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ริมฝั่งแม่น้ำชี เป็นจังหวัดที่มีขนาดเล็กที่สุดในเขตภาคอีสานตอนล่าง มีชื่อเสียงในการทำบั้งไฟจนได้ชื่อว่า “เมืองบั้งไฟ”ปัจจุบันมีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองเกษตรกรรม โดยเฉพาะ เป็น แหล่งปลูกข้ามหอมมะลิที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศยโสธรมีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่โดดเด่นในด้าน ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และด้วยบรรยากาศของเมืองที่มีความสงบเงียบและเรียบง่ายตามแบบ ฉบับของ เมืองอีสานที่ความเจริญในด้านต่างๆยังมีไม่มากนัก ผู้ที่มาเยี่ยมเยือนเมืองนี้จึง ได้สัมผัสกับวิถีชีวิตอัน เรียบง่ายของชาวอีสานดั้งเดิม และวัฒนธรรมพื้นบ้านอันงดงามบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่นับวันจะหาได้ยากในสังคม เมืองปัจจุบัน จังหวัดยโสธรมีเนื้อที่ประมาณ 4,161 ตารางกิโลเมตร หรือ 2.6 ล้านไร่ เป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็น อันดับที่ 54 ของประเทศ พื้นที่ทางตอนบนส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูงสลับกับพื้นที่ราบแบบลูกคลื่น ทางตอนใต้เป็นที่ ราบต่ำสลับซับซ้อน มีแม่น้ำชีไหลผ่าน และมีหนองบึงกระจายอยู่ทั่วไป เป็นแหล่งทำการเกษตร โดยเฉพาะ การทำนาปลูกข้าวหอมมะลิ มีแม่น้ำสำคัญ คือ แม่น้ำชี ลำน้ำทวน ลำโพง และลำน้ำยัง
ประวัติ
ยโสธรเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกับจังหวัดหนองบัวลำภูและจังหวัดอุบลราชธานี โดยเริ่มก่อตั้งเป็น เมืองขึ้น ในราวปี พ.ศ. 2314 เมื่อพระเจ้าตาของเจ้าพระวอ เสนาบดีเก่านครเวียงจันทน์ อพยพครอบครัวและบริวาร มาตั้งเมืองใหม่ ชื่อ “เมืองหนองบัวลุมภู” ต่อมาเมื่อสิ้นเจ้าพระวอ เจ้าคำผงผู้น้องและบริวารจึงอพยพขึ้นมาตาม ลำน้ำมูลถึงห้วยแจระแม แล้วมาสร้างเมืองใหม่ที่ดงอู่ผึ้ง แล้วมีหนังสือกราบบังคมทูลขอขึ้นอยู่ภายใต้ปกครอง ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเมืองดังกล่าวนี้ว่า “เมืองอุบล” และเจ้าคำผงได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าเมืองคนแรกของเมืองอุบล หลังจากนั้นเจ้าฝ่ายหน้าผู้เป็น น้องของเจ้าคำผง พร้อมกับไพร่พลและญาติอีกส่วนหนึ่งได้ขอแยกตัวไปอยู่ที่บ้านสิงห์ท่า ซึ่งมีเจ้าคำสูปกครองอยู่ และได้ปรับปรุงและสร้างบ้านสิงห์ท่าจนเจริญรุ่งเรือง

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านสิงห์ท่าขึ้นเป็นเมือง ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ และพระราชทานนามว่า”เมืองยศสุนทร” ให้เจ้าราชวงศ์สิงห์เป็นเจ้าครองเมือง มีราชทินนามว่า “พระสุนทรราชวงศา” เป็นเจ้าเมืองคนแรกของเมืองยโสธร ส่วนชื่อเมือง “ยศสุนทร” นี้ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ยะโสธร” มีความหมายว่า “ทรงไว้ซึ่งยศ” และเปลี่ยนอีกครั้งเป็น “ยโสธร” และใช้มาจนปัจจุบัน

ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมืองยโสธรถูกรวมเข้าอยู่ในหัวเมืองฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ และต่อมาได้ยุบเลิกมณฑล อีสาน เมืองยโสธรก็ถูกรวมเข้ากับเมืองอุบล จนกระทั่งวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 จึงได้มีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 70 ตั้งอำเภอยโสธรขึ้นเป็น “จังหวัดยโสธร” โดยแยกอำเภอยโสธร อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอมหาชนะชัย อำเภอป่าติ้ว อำเภอเลิงนกทา และอำเภอกุดชุม ของจังหวัดอุบลราชธานี ออกรวมกันเป็นจังหวัดยโสธร เป็นจังหวัดที่ 71 ของประเทศไทย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2515
อาณาเขตการปกครอง
จังหวัดยโสธรมีเนื้อที่ประมาณ 4,161 ตารางกิโลเมตร เป็นจังหวัดที่มีขนาดเล็กที่สุดในเขตอีสานตอนล่าง จังหวัดยโสธรแบ่งการปกครองออกเป็น 9 อำเภอ คือ อำเภอเมืองยโสธร คำเขื่อนแก้ว มหาชนะชัย ป่าติ้ว เลิงนกทา กุดชุม ค้อวัง ทรายมูล และไทยเจริญ
ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดมุกดาหาร จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดนครพนม
ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวัดศรีสะเกษ
ทิศตะวันออก ติดต่อกับจังหวัดอุบลราชธานี
ทิศตะวันตก ติดต่อกับจังหวัดร้อยเอ็ด
หมายเลขโทรศัพท์ที่สำคัญ
โรงพยาบาลยโสธร โทร. 0 4571 2580, 0 4572 2486-7
ประชาสัมพันธ์จังหวัด โทร. 0 4571 1093
สำนักงานจังหวัด โทร. 0 4571 2722
สถานีตำรวจภูธรจังหวัดยโสธร โทร. 0 4571 1683–4

ตลาดอินโดจีน มุกดาหาร

ตลาดอินโดจีน มุกดาหาร
ตลาดอินโดจีน ตำบลศรีบุญเรือง อำเภอเมืองมุกดาหาร บริเวณถนนสำราญชายโขง ในตัวเมืองมุกดาหาร หน้าวัดศรีมงคลใต้เป็น แหล่งรวมสินค้านำเข้าจากนานาประเทศ เช่น รัสเซีย จีน เวียดนาม และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำหน่ายทั้งราคาส่ง และปลีก ส่วนมากจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เซรามิค เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องอุปโภคและบริโภคต่างๆ นอกจากสินค้าที่นำเข้ามา จำหน่ายจากต่างประเทศแล้วยังมี สินค้าพื้นเมืองของชาวมุกดาหารมาจำหน่ายอีกด้วย เช่น ผ้าไหม ผ้ามัดหมี่ และสินค้าท้องถิ่นอื่น

ตลาดอินโดจีน นอกจากจะเป็นแหล่งรวมสินค้าแล้ว ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดมุกดาหารเพราะเป็น จุดชมวิว ทิวทัศน์ที่สวยงาม ของสองฝั่งแม่น้ำโขง ณ บริเวณริมเขื่อนริมโขงตลาดอินโดจีนมุกดาหาร สามารถมองเห็นสะพาน มิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ด้านทิศตะวันตกของแม่น้ำโขงได้เป็นอย่างดี ในเทศกาลวันออกพรรษาจะเป็นจุด ชมการแข่งขันเรือ ยาวประเพณีของคนทั้งสองฝั่งโขงอีกด้วย และจากศูนย์การบริการข้อมูลการท่องเที่ยว ไม่ไกลกันนักจะมองเห็น “ศาลาเรารักมุกดาหาร” ของเทศบาลเมืองมุกดาหารได้อย่างชัดเจน

หอแก้วมุกดาหาร

หอแก้วมุกดาหาร
หอแก้วมุกดาหาร เฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษกเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของจังหวัดมุกดาหาร สำหรับสถานที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นหอคอยรูปทรงกระบอก มีทั้งหมด 7 ชั้นตั้งโดดเด่นเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองก็ว่าได้ ก่อตั้งขึ้น เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ห้วทรงครองราชย์ครบ 50 ปี หอแก้วมุกดาหารมีลักษณะ เป็นหอคอยรูปทรงกระบอก มีความสูง 65.50 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางตัวแกนหอคอย 6 เมตร ส่วนฐานมีลักษณะเป็นอาคาร 2 ชั้น ทรงเก้าเหลี่ยม แทนความหมายถึงรัชกาลที่ 9 ประกอบด้วย

หอชมวิว จะอยู่ด้านล่างถัดจากยอดโดม เป็นพื้นที่รูปวงกลม ผนังโดยรอบเป็นกระจกใส ภายในติดเครื่องปรับอากาศ เป็นจุด ชมทิวทัศน์ซึ่งอยู่สูงจากพื้น 50 เมตรมองเห็นภูมิทัศน์ได้รอบตัวเมือง ทั้งยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามมากอีกด้วย
แกนหอคอย สูง 29.6 เมตร มีบันไดทั้งสิ้น 321 ขั้น กว้างขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 เมตร จะมีช่องลิฟต์และบันไดเวียนสำหรับ อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการขึ้นไปยัง หอชมวิว โดยมีชานพักเป็นช่วง ๆ
ส่วนฐาน หอแก้วมุกดาหาร มีลักษณะเป็นอาคาร 2 ชั้น ทรง 9 เหลี่ยม ชั้นแรก จัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีวิต ชาวมุกดาหาร ชั้น 2 จัดแสดงเกี่ยวกับประวัติเมืองมุกดาหาร วัตถุโบราณ ภาพถ่ายเก่า ตลอดจนเครื่องแต่งกายชาวไทยพื้นเมือง 8 เผ่า
ความพิเศษอยู่ที่ชั้น 6 จะมีกล้องส่องทางไกลเพื่อชมวิวสามารถมองเห็นทัศนียภาพโดยรอบอย่างชัดเจน บนจุดสูงสุด เป็นที่ ตั้งของ “ลูกแก้วมุกดาหาร” ลักษณะกลมสีขาวหมอกมัวจากประเทศเยอรมนี มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้บริการคือ ลิฟต์

หอแก้วมุกดาหารเปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น.ค่าข้าชมคนละ 20 บาท

ประวัติหอแก้วมุกดาหาร
หอแก้วมุกดาหาร มีชื่อเต็มว่า “หอแก้วมุกดาหารเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก” จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชในมหามงคลวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี บนพื้นที่ประมาณ 3 ไร่เศษ ซึ่งได้มาจากการบริจาคของ นายธีระชัย ฐานิตสรณ์บุตรชายของนายย่ำเซ็ง แซ่ลิ้ม คหบดีแห่งเมืองมุกดาหารทั้งนี้ หอแก้วมุกดาหาร ได้มีการทำพิธีวางศิลาฤกษ์พร้อมกับพิธีเททองหล่อพระพุทธนวมิ่งมงคลมุกดาหาร& พระพุทธรูปประจำหอคอย เมื่อ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 ใช้เวลาก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 1 ปี และเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการตั้งแต่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2539 เป็นต้นมา โดยหอแก้วมุกดาหาร เป็นหอคอยคอนกรีตที่มีความสูงทั้งสิ้น 65.50 เมตร หรือเทียบเท่ากับตึกสูง 22 ชั้น ภายในแบ่งพื้นที่ออกเป็น 12 ชั้นมีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้ส่วนบนสุดของ หอแก้วมุกดาหาร หรือ ยอดโดมลักษณะอาคารหากมองจากภายนอกจะเป็นเหมือนลูกแก้วขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เมตร สีหมอกมัว ตรงกับ ลักษณะของแก้วมุกดาหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในนพรัตน์เก้าประการในตำนานของไทย ภายในเป็นห้องโถงผนังกระจกใส พื้นที่กลางโถง ประดิษฐาน “พระพุทธนวมิ่งมงคลมุกดาหาร” พระพุทธรูปเนื้อเงินแท้บริสุทธิ์ ปางมารวิชัย ที่จัดสร้างขึ้นในโอกาสเดียว กันกับ การสร้าง